อพท. ร่วมต่อยอดทุนวัฒนธรรม ยกระดับขีดความสามารถเมือง สู่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลักดัน “พัทยา ซิตี้ ออฟ ฟิลม์” ติดทำเนียบเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก

 เมื่อโจทย์ “การท่องเที่ยวยั่งยืน” ไม่ได้มีเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่อีกคำถามที่สำคัญขึ้นคือ จะทำอย่างไรให้ “ของดี” หรือทุนที่เมืองมี ทั้งอาหาร งานหัตถกรรม ดนตรี ศิลปะ และภูมิปัญญา ยังมีคนสืบต่อและสามารถสร้างคุณค่าให้เมืองได้ในอนาคต แนวคิด เมืองสร้างสรรค์ หรือ Creative City จึงเข้ามาเชื่อมกับการพัฒนาเข้ากับงานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท.

ปัจจุบันไทยมีเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network (UCCN) แล้ว 9 เมือง ในจำนวนนี้มี 6 เมืองสร้างสรรค์ที่ อพท. ร่วมขับเคลื่อน ได้แก่ สุโขทัย น่าน สงขลา เชียงราย สุพรรณบุรี และเพชรบุรี ล่าสุด ผู้อำนวยการอพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้เผยถึง วิสัยทัศน์ในการทำงานของอพท. ในการเดินหน้าผลักดัน “พัทยา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) ในปี 2570 โดยร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม และเมืองพัทยา

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า เราเพิ่งจัดงาน “Thailand Creative Cities Network: TCCN Forum 2026” โดยอพท. ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ในการเชิญภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ รวมมากถึง 13 เมือง เพื่อสร้างการรับรู้การพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) และเผยแพร่ผลการดำเนินงานการพัฒนาเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกของประเทศไทย ตลอดจนเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิดและมุมมองการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์จากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “Creative Cities Connect: Connecting People • Culture • Creativity • Sustainability”โดย 13 เมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเมืองและปัจจัยต่างๆ ให้เอื้อต่อการยกระดับ ขีดความสามารถของเมือง ทำให้เมืองน่าอยู่ และกลายเป็นเมืองน่าเที่ยว และมีการจัดนิทรรศการของแต่ละเมือง ประกอบด้วย

เมืองสร้างสรรค์ 4 ประเภท รวม 9 เมือง ได้แก่

• เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา

• เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และน่าน

• เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเชียงราย

• เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี (City of Music) ได้แก่ สุพรรณบุรี

เมืองสร้างสรรค์ 3 ประเภท จากต่างประเทศ จำนวน 4 เมือง ที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ได้แก่    

            - เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ (City of Design) ได้แก่ เบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี และเซบู สาธารณรัฐฟิลิปินส์

- เมืองสร้างสรรค์ด้านวรรณกรรม (City of Literature) ได้แก่ จาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

- เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (City of Crafts and Folk Art) ได้แก่ อิชิเซน ประเทศญี่ปุ่น

 เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เป็นอีกหนึ่งโครงการใหญ่ที่ยูเนสโกดำเนินงานควบคู่กับการประกาศแหล่งมรดกทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ ปี 2004 เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดย “เมืองสร้างสรรค์” (Creative City) จะเน้นความร่วมมือระหว่างชุมชนท้องถิ่นภาครัฐและภาคเอกชน ในการสร้างสรรค์เมืองผ่านนโยบายและกิจกรรมการพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ และการนำสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นมาพัฒนาและสร้างคุณค่าและเชื่อมโยงความเป็นเมืองต่างๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน

ปัจจุบันมีเมืองกว่า 408 เมืองทั่วโลก ได้รับการประกาศเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์จากยูเนสโก สำหรับในประเทศไทย น่านและสงขลาเป็น 2 จังหวัดล่าสุด ที่ได้รับได้การประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในระดับโลก (UCCN) ประจำปี 2025 ที่ผ่านมา

อพท. มีนโยบายในการขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวและเมืองในพื้นที่พิเศษโดยเริ่มต้นจากการใช้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก หรือเครื่องมือที่เรียกว่า Global Sustainable Tourism Criteria (GSTC) เป็นเกณฑ์ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งมีทั้งหมด 4 มิติ ได้แก่ การบริหารจัดการความยั่งยืน ความยั่งยืนด้านสังคม-เศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรมและด้านสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเมืองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืนและตอบโจทย์การนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนท้องถิ่น และตอบโจทย์บทบาทหน้าที่ของ อพท. ในการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่พิเศษฯ เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพ มีมาตรฐาน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมายของนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของพัทยาในการก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ (City of Film) แห่งแรกของไทย ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การใช้พื้นที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ (Film Location) เท่านั้น แต่เน้นการพัฒนาองค์ประกอบของเมืองอย่างรอบด้าน

•การพัฒนาบรรยากาศเมืองและการลงทุนระดับสากล: พัทยาเริ่มมีกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น การสร้างสวนน้ำโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ที่จำลองฉากจากภาพยนตร์ต่าง ๆ มาไว้ เมืองพัทยาจึงมุ่งเน้นการพัฒนาบรรยากาศของเมืองโดยรวมให้มีกลิ่นอายที่เหมาะสมกับเมืองภาพยนตร์ ลงมาแล้วให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจคล้ายกับฮอลลีวูด ตลอดจนส่งเสริมให้มีระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในพื้นที่ เช่น บริษัททำเรื่อง Post-Production และบริษัทปั้นหนัง

•การวางรากฐานการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่น: จุดเด่นสำคัญของพัทยาคือ การมีโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาเองที่เปิดสอนหลักสูตรทำภาพยนตร์และทำคลิปสั้นให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นให้เด็กสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างสรรค์ผลงานลงบนสื่อโซเชียลมีเดียได้จริง

•การส่งเสริมกิจกรรมและความคิดสร้างสรรค์: มีการจัดประกวดภาพยนตร์สั้นในกลุ่มนักเรียนเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้และการแสดงออก ซึ่งการปลูกฝังเรื่องนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ระดับเยาวชนนี้ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนพัทยาสู่การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน

นอกจากพัทยาแล้ว ผู้บริหารอพท. ระบุด้วยว่า ยังมีเมืองอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการผลักดันสู่เมืองสร้างสรรค์ เช่น จันทบุรี ที่มีฐานด้านอาหาร ทั้งผลไม้ อาหารทะเล และสินค้า GI ขณะที่ ศรีสะเกษ มีทุนด้านหัตถกรรม วัฒนธรรม และการจัดการที่อยู่ระหว่างพัฒนาความพร้อม แต่ด้วยการเสนอชื่อที่แต่ละประเทศมีข้อจำกัดในแต่ละรอบ อีกแนวคิดที่ถูกเสนอคือการทำงานแบบ “ทีมประเทศไทย” วางแผนล่วงหน้าว่าเมืองใดควรเดินก่อน และเมืองใดควรใช้เวลาเตรียมความพร้อมเพิ่มเติม แทนการให้หลายเมืองเข้ามาแข่งขันกันในรอบเดียว  

“เราควรทำงานในลักษณะ ‘ทีมประเทศไทย’ มาพูดคุยตกลงร่วมกันและวางแผนระยะยาวล่วงหน้าไปเลยว่าในอีก 2, 4, 6, 8 หรือ 10 ปีข้างหน้าเราจะส่งจังหวัดใด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาแข่งกันเองในรอบเดียวกันและหันมาช่วยกันเตรียมความพร้อมของเมืองอย่างเต็มที่”

ท้ายที่สุด นายศิริปกรณ์ ชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การประเมินเมืองสร้างสรรค์เปรียบเสมือน "เหรียญ 3 ด้าน" ที่แต่ละเมืองจะต้องสำรวจและแสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้เหรียญนั้นสามารถตั้งอยู่ได้อย่างสมดุล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

•ด้านที่ 1: ด้านหัว (ความโดดเด่น) คือ การมีของดีหรือมีความโดดเด่นในด้านนั้น ๆ อย่างชัดเจนและจริงจัง เช่น มีวัตถุดิบอาหารที่อุดมสมบูรณ์ หรือมีศิลปวัฒนธรรมดนตรีที่เข้มแข็ง

•ด้านที่ 2: ด้านก้อย (ความเปราะบาง) คือ จุดด้อยหรือความเปราะบางของเมืองที่มีความเสี่ยงจะถูกทำลาย ถูกรบกวน หรือสูญหายไปตามกาลเวลาหากไม่มีการอนุรักษ์

•ด้านที่ 3: สันเหรียญ (ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการ) เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เหรียญนี้สามารถ "ตั้งอยู่ได้" สันเหรียญเปรียบเสมือน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) นวัตกรรม และระบบการบริหารจัดการ ที่นำเอา "ของดี" (ด้านหัว) และ "ของด้อย" (ด้านก้อย) มาต่อยอดผสมผสานกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่

การประเมินแบบเหรียญ 3 ด้านนี้จึงไม่ใช่แค่การมองหาว่าเมืองมีของดีอะไร แต่เน้นไปที่ความสามารถในการเชื่อมโยงและบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

รวมพลังเมืองสร้างสรรค์ UNESCO ไทย–นานาชาติ ขับเคลื่อนเมืองแห่งอนาคตผ่านความคิดสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย mevans. ขับเคลื่อนโดย Blogger.